ปัจจุบันแผ่นพื้นสำเร็จรูปเป็นที่นิยมสำหรับการก่อสร้างโดยทั่วไป เนื่องจากสะดวก รวดเร็วในการก่อสร้างและราคาถูก ซึ่งขั้นตอนในการก่อสร้างโดยใช้พื้นสำเร็จนั้นเริ่มจากการหล่อคอนกรีตคาน เมื่อคอนกรีตได้อายุก็นำแผ่นพื้นสำเร็จมาติดตั้งโดยการวางแผ่นพื้นพาดบนคานตามแนวที่กำหนด จากนั้นปูตะแกรงเหล็กและเทคอนกรีตทับหน้าตามที่กำหนด จะเห็นได้ว่าพื้นสำเร็จรูปมีขั้นตอนการทำงานที่รวดเร็วกว่าพื้นเทกับที่ค่อนข้างมาก

ปัจจุบันแผ่นพื้นสำเร็จรูปเป็นที่นิยมสำหรับการก่อสร้างโดยทั่วไป เนื่องจากสะดวก รวดเร็วในการก่อสร้างและราคาถูก ซึ่งขั้นตอนในการก่อสร้างโดยใช้พื้นสำเร็จนั้นเริ่มจากการหล่อคอนกรีตคาน เมื่อคอนกรีตได้อายุก็นำแผ่นพื้นสำเร็จมาติดตั้งโดยการวางแผ่นพื้นพาดบนคานตามแนวที่กำหนด จากนั้นปูตะแกรงเหล็กและเทคอนกรีตทับหน้าตามที่กำหนด จะเห็นได้ว่าพื้นสำเร็จรูปมีขั้นตอนการทำงานที่รวดเร็วกว่าพื้นเทกับที่ค่อนข้างมาก

พื้นสำเร็จรูปมีรูปร่างหน้าตา, ขนาด หลายแบบ อาทิเช่น สี่เหลี่ยมตัน, เป็นรูปตัวที, เป็นกล่องคอนกรีตและมีรูภายใน ซึ่งรูปร่างหน้าตาที่ต่างกันก็เพื่อใช้งานในเรื่องการรับน้ำหนัก และระยะพาดของคานที่ต่างกัน แต่ที่นิยมใช้สำหรับอาคารพักอาศัยทั่วไปก็คือ แบบสี่เหลี่ยมตัน ขนาดกว้าง 0.30 ? 0.35 m. หนา 5 ? 6 ซม. ซึ่งมักจะเรียกว่าพื้นแบบแผ่นกระดานเรียบ หรือพื้น Plank ที่เป็นที่นิยมก็เนื่องจากมีขายอยู่โดยทั่วไป ราคาไม่แพง ขนาดไม่ใหญ่ ความยาวระยะพาดที่เหมาะสมคือยาวไม่เกิน 4.00 ? 4.50 m.

การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพพื้นสำเร็จรูป

  1. ตรวจสอบความยาวของแผ่นพื้นสำเร็จรูปก่อนการสั่ง เนื่องจากแผ่นพื้นต้องวางบนคาน ซึ่งต้องวางทับบนคานแต่ละด้านไม่น้อยกว่าด้านละ 5 ซม. เพื่อป้องกันการหลุดของคานในภายหลัง
  2. ตรวจสอบรอยแตกร้าวบนพื้นสำเร็จ โดยตรวจดูด้วยสายตาว่ามีรอยแตกร้าวบนแผ่นพื้นทั้งแผ่นหรือไม่ ทั้งก่อนและหลังการติดตั้ง ถ้าพบก่อนการติดตั้ง ต้องห้ามไม่ให้นำมาใช้งาน แต่หากพบหลังการติดตั้ง ต้องให้วิศวกรมาตรวจสอบว่ามีปัญหาหรือไม่
  3. ตรวจสอบการกองแผ่นพื้นให้ถูกวิธี การกองต้องมีจุดหนุนเป็นไม้รองที่ระยะหนึ่งในหน้าของความยาวแผ่นหรือใกล้กับหูยก ซึ่งการกองต้องไม่กองซ้อนกันมากนัก ซึ่งอาจจะทำให้แผ่นพื้นด้านล่างหักได้ หรืออาจจะล้มทับลงมาได้ และจะต้องห้ามวางของ หรือขึ้นไปยืนอยู่บนกองแผ่นพื้น
  4. ตรวจสอบว่ามีหูหิ้วเหล็กยึดกับแผ่นพื้นหรือไม่ ประโยชน์ของหูหิ้วมีไว้เพื่อเป็นจุดยก และเป็นจุดร้อยเหล็กเสริมบน เพื่อให้แผ่นพื้นต่อเนื่องกันอย่างแข็งแรง
  5. ตรวจสอบลวดเหล็ก แรงดึงสูงในพื้นสำเร็จรูป ต้องตรวจสอบจำนวนและขนาดของลวดเหล็กแรงดึงสูงในพื้นสำเร็จว่าเป็นไปตามที่กำหนดในแบบ หรือตามตารางการรับน้ำหนักของแผ่นพื้น
  6. ตรวจสอบค้ำยัน ในการติดตั้งพื้นสำเร็จรูป อาจต้องมีการค้ำยันชั่วคราวในช่วงกลางพื้น เพื่อไม่ให้พื้นแอ่นตัวในระหว่างเทคอนกรีตทับหน้า ซึ่งโดยทั่วไปมักมีคำแนะนำ บอกกล่าวในเอกสารตารางการรับน้ำหนักของแผ่นพื้น หรือสอบถามวิศวกรผู้ออกแบบ
  7. ตรวจสอบการวางเรียงของแผ่นพื้น การวางแผ่นพื้นต้องวางต่อกันให้สนิท เพื่อป้องกันน้ำปูนไหลขณะเทคอนกรีต โดยเฉพาะหากไม่มีฝ้าต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ท้องพื้นเรียบร้อยสวยงาม

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่มีความวิตกกับบ้านเราก็คือ แผ่นดินไหวที่พม่า ซึ่งเกิดความสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้ถึงประเทศไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงรายซึ่งรู้สึกได้โดยทั่วไป ส่วนที่กรุงเทพฯ นั้น รู้สึกได้เฉพาะในอาคารสูง พอดีในช่วงดังกล่าวผู้เขียนอยู่ที่บูธคลีนิคช่าง ได้รับคำถามจากชาวบ้านที่มีความกังวลจากแผ่นดินไหวมากมาย เช่น อาคารในกรุงเทพฯ ออกแบบให้รับแรงแผ่นดินไหวกี่ริกเตอร์, อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ซึ่งไม่ได้ออกแบบคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว จะพังหรือไม่เมื่อเกิดแผ่นดินไหว, จะเสริมความแข็งแรงกับบ้านอย่างไรให้รับแรงแผ่นดินไหวได้ หรือร้ายกว่านั้นมาเดินถามหาคอร์บอนไฟเบอร์ เพื่อเอาไปเสริมความแข็งแรงของบ้าน ทั้งที่ไม่รู้จักเลยว่ามันเป็นอย่างไร

ข้อมูลข้างต้นแสดงว่า ประชาชนทั่วไปของเรายังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหวค่อนข้าง มาก ประกอบกับมีนักวิชาการออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่พูดนั้นส่วนใหญ่เป็นศัพท์ทางเทคนิค ซึ่งแม้แต่วิศวกรด้วยกันบางท่านยังไม่สามารถเข้าใจได้เลย แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ยังให้คำตอบในบางประเด็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ตรงกัน ยิ่งทำให้เกิดความสับสน ตื่นตระหนกกับผู้ไม่รู้เป็นอย่างมาก สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐควรจัดการแถลงข่าว ทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยภาษาง่าย ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงภัยจากแผ่นดินไหว และเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกกับเรื่องดังกล่าวจนเกินไป และควรทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่อาศัยในอาคารสูง ถึงวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าปัญหาอาคารพังจากแผ่นดินไหว คือ ปัญหาวัสดุที่จะตกจากอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เช่น กระถางต้นไม้, เครื่องปรับอากาศ รวมถึงวัสดุตบแต่งอาคาร เช่น กระจก, หิน หรือ กระเบื้อง จึงควรมีมาตรการเพื่อตรวจสอบปัญหาดังกล่าว จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า

ในการต่อเติมโครงสร้างขยายพื้นที่ของบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์ซึ่งมีพื้นที่จำกัดนั้น เสาเข็มที่ใช้มีทางเลือกเพียง 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เสาเข็มคอนกรีตสั้น (เสาเข็มหกเหลี่ยม หรือตัวไอ ขนาด 0.15 ม. ความยาว 4.00 ? 6.00 m.) ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถใช้แรงงานคนตอกหรือใช้น้ำหนักคนตอกดันให้จมลงได้ แบบที่ 2 เสาเข็มเจาะแบบแห้ง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.35 ถึง 0.60 m. ความยาว 18.00 ถึง 22.00 m. ขึ้นกับสภาพของดินด้านล่าง

 

เสาเข็มทั้ง 2 แบบ มีข้อดีและข้อเสีย ซึ่งพอที่จะแยกออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเลือกใช้ ดังนี้

1. เสาเข็มสั้น

ข้อดี

  1. ราคาถูกเมื่อเทียบกับเสาเข็มเจาะ
  2. สามารถตอกโดยผู้รับเหมาทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษ
  3. ขณะทำการตอก ทำให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนค่อนข้างน้อย เนื่องจากเสาเข็มมีขนาดเล็ก

ข้อเสีย

  1. จำเป็นต้องคัดเลือกเสาเข็มที่ใช้ให้ดี เนื่องจากมาตรฐานในการผลิตไม่ดีนัก ความเสียหายมักเกิดขึ้นจากการขนส่งและวางกองอย่างผิดวิธี
  2. การตอกเสาเข็ม ผู้รับเหมามักจะใช้วิธีขุดดินนำไปค่อนข้างลึก เพื่อให้สามารถตอกได้ง่าย แต่จะมีผลต่อความสามารถในการรับน้ำหนัก ในขณะตอกควรกำชับให้ผู้รับเหมาเอาดินนำเล็กน้อย เพื่อให้ตั้งเสาเข็มได้ จากนั้นใช้วิธีตอกด้วยสามเกลอจนถึงระดับที่ต้องการ
  3. เสาเข็มแต่ละต้นรับน้ำหนักได้น้อย (1.5 ? 2.0 ตัน/ต้น) ทำให้ต้องใช้เสาเข็มจำนวนมาก ฐานรากจึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่

2. เสาเข็มเจาะแบบแห้ง

ข้อดี

  1. เสาเข็มเจาะสามารถรับน้ำหนักได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเสาเข็มสั้น
  2. อัตราการทรุดตัวของฐานรากที่ใช้เสาเข็มเจาะน้อยกว่าฐานรากที่ใช้เสาเข็มสั้น

ข้อเสีย

  1. ไม่เหมาะสำหรับการต่อเติมอาคารขนาดเล็ก เช่น ห้องครัวชั้นเดียวหรือหลังคาที่จอดรถเพราะราคาเสาเข็มค่อนข้างแพง
  2. ขณะทำการติดตั้งเสาเข็มจะมีเสียงดังจากเครื่องลมและเสียงกระแทกของท่อเหล็กดังมาก ทำความรบกวนค่อนข้างมาก
  3. ต้องมีการขนดินที่เจาะขึ้นจากหลุมค่อนข้างมาก ทำให้มีภาระในการจัดทำที่ทิ้งดิน
  4. ต้องใช้ผู้รับเหมาที่ดำเนินการเจาะเสาเข็มโดยเฉพาะ เพราะต้องมีอุปกรณ์พิเศษในการทำงาน และผู้รับเหมาต้องมีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

สืบเนื่องจากมีผู้จัดทำเอกสารคู่มือตรวจรับบ้าน ซึ่งค่อนข้างแพร่หลายกันในหมู่ประชาชนทั่วไป สามารถ Down Load ได้โดยตรง และมีการจัดพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือขายดีในปัจจุบัน จุดประสงค์ของบทความชิ้นนี้มิได้มีจุดประสงค์เพื่อโจมตีผู้เขียนคู่มือตรวจรับบ้านแต่อย่างใด แต่อยากชี้ถึงผลกระทบของคู่มือดังกล่าวต่อวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ดูแลงานก่อสร้าง

รายละเอียดในคู่มือตรวจรับบ้านแสดงถึงวิธีการ และขั้นตอนการตรวจรับบ้านทั้งงานสถาปัตยกรรม, โครงสร้าง และงานระบบโดยละเอียด ซึ่งเขียนโดยสถาปนิกระดับประเทศ รายละเอียดการตรวจสอบมากมาย จนในบางเรื่องวิศวกรอย่างผมยังอึ้งในความละเอียดรอบคอบ จนสามารถนำไปทำ Check List ในการทำงานก่อสร้างบ้านได้เลย ดังนั้น สิ่งที่วิศวกรทั้งหลายพึงรู้ไว้ ต่อไปนี้งานที่ทำอยู่คงจะไม่สามารถหมกเม็ดหรือขาดความเอาใจใส่ได้ ซึ่งผมจะเสนอรายละเอียดที่เป็นปัญหาในปัจจุบันพอเป็นสังเขปดังนี้

  1. ปัญหาแบบก่อสร้างจริงไม่ตรงกับภาพประกอบในเอกสารการขาย ผมเข้าใจว่าในการเปิดจอง หรือเริ่มขายโครงการ ภาพโครงการที่พิมพ์ในเอกสารประกอบการขายเป็นเพียงภาพเพื่อการขาย แต่ยังไม่ลงในรายละเอียด แต่พอลงในขั้นตอนการออกแบบ อาจจะมีความแตกต่างเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าเอกสารประกอบการขายถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ดังนั้น หากลูกค้าไม่ยอมก็ย่อมจะทำให้มีปัญหาได้ ตัวอย่างปัญหาก็เป็นเพียงครีบประดับภายนอกอาคารไม่ตรงกัน หน้าต่างไม่ครบ พื้นที่ส่วนกลางไม่ตรงกัน หลังคาคลุมชั้นดาดฟ้าในเอกสารมี แต่ก่อสร้างจริงไม่มี
  2. ปัญหาการมีท่อน้ำฝน หรือท่อน้ำทิ้งเครื่องปรับอากาศอยู่ในพื้นที่ขายของลูกค้า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากวิศวกรงานระบบไม่ประสานกับสถาปนิก ทำให้ต้องเกิดมีท่อวิ่งเปลือยในแนวดิ่งผ่านระเบียง หรือภายในห้องนอนของลูกค้า ทำให้เกิดปัญหาถกเถียงว่าโครงการเอาเปรียบเอาพื้นที่ใช้สอยของลูกค้ามาใช้งาน
  3. ความเรียบร้อยของงาน ส่วนใหญ่เป็นงานตบแต่งภายในอาคาร เกิดเนื่องจากคุณภาพและฝีมือของช่าง รวมถึงการเอาใจใส่ของผู้ควบคุมงาน ซึ่งมักจะเป็นประเด็นที่ว่าวิศวกรเห็นว่าควรผ่านงาน แต่เจ้าของห้องคิดไปในเชิงว่าบ้านที่ซื้อไม่ใช่ราคาเล็กน้อย ทำไมคุณภาพงานไม่ได้อย่างที่ตัวเองคาดหวัง การหาจุดลงตัวในเรื่องนี้ทำได้ยาก และมักเป็นปัญหาที่บานปลายต่อไปอีก หากทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีการถอยบ้าง

สรุป

การก่อสร้างในปัจจุบัน ลูกค้ามีความรู้และความเข้าใจในงานมากขึ้น วิศวกรผู้ควบคุมงานต้องเตรียมการศึกษาแบบ และกำหนดวิธีการทำงาน และดูแลงานเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าได้อย่างไม่ให้มีปัญหากันในภายหลัง

ปัญหาที่ถูกถามค่อนข้างบ่อยจากประชาชนที่มาขอคำปรึกษากับคลีนิคช่าง คือต่อเติมบ้านแล้วมีปัญหากับบ้านข้างเคียง ซึ่งน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ทั้งท่านเจ้าของบ้านที่จะต่อเติมและบ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบทั้งขณะต่อเติมและหลังจากต่อเติมแล้ว ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านเดี่ยวทั้งหลายมักคิดเองเสมอว่ามีพื้นที่เหลือจะต่อเติมบ้านอย่างไรก็ได้ในพื้นที่ของตัวเอง

 

มาดูเรื่องกฎหมายก่อนว่ากำหนดไว้อย่างไร สำหรับการขออนุญาตปลูกสร้าง

ปัญหาที่ถูกถามค่อนข้างบ่อยจากประชาชนที่มาขอคำปรึกษากับคลีนิคช่าง คือต่อเติมบ้านแล้วมีปัญหากับบ้านข้างเคียง ซึ่งน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ทั้งท่านเจ้าของบ้านที่จะต่อเติมและบ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบทั้งขณะต่อเติมและหลังจากต่อเติมแล้ว ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านเดี่ยวทั้งหลายมักคิดเองเสมอว่ามีพื้นที่เหลือจะต่อเติมบ้านอย่างไรก็ได้ในพื้นที่ของตัวเอง

มาดูเรื่องกฎหมายก่อนว่ากำหนดไว้อย่างไร สำหรับการขออนุญาตปลูกสร้าง พอที่จะสรุปได้แบบอ่านเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

  1. การปลูกสร้างบ้าน ต้องมีพื้นที่ว่างที่ไม่มีหลังคาปกคลุม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ที่ดิน
  2. ผนังบ้านจะต้องเว้นห่างจากรั้ว โดยผนังด้านที่มีช่องเปิดช่องแสง,หน้าต่าง,ประตู สำหรับบ้าน 2 ชั้น จะต้องเว้นห่างจากรั้วไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถ้าเป็นผนังทึบและข้างบ้านไม่ยินยอม ต้องเว้นห่างอย่างน้อย 0.50 เมตร
  3. การปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคาร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับอนุญาตนั้นมีกำหนดดังนี้

3.1 ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใด ตั้งแต่ 5 ตารางเมตร

3.2 เปลี่ยนหลังคา หรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม

3.3 เพิ่ม ลด จำนวน หรือเปลี่ยนเสา คาน บันได และผนัง

จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายแล้ว บ้านที่ซื้อมามักไม่สามารถต่อเติมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่บ้านในโครงการจัดสรร มักจะสร้างเต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างสูง ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะต่อเติมบ้านอย่างไรก็ตาม ถ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องทำการยื่นขออนุญาตต่อส่วนราชการ ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งอาจจะไม่ได้รับการอนุญาตก็ได้ เป็นที่มาของการต่อเติมเอง โดยไม่ยื่นขออนุญาต โดยให้ช่างรับเหมาเป็นผู้ดำเนินการแล้วรอว่าจะถูกข้างบ้านร้องเรียนเจ้าหน้าที่หรือไม่

ข้อแนะนำสำหรับท่านที่คิดจะต่อเติมบ้าน ทั้งที่ยื่นและไม่ยื่นขออนุญาตมีดังนี้

  1. เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างว่าข้างบ้านจะเดือดร้อนจากการต่อเติมของเราบ้างหรือไม่ ทั้งขณะต่อเติม จะเกิดเสียง ฝุ่น รบกวนตลอดเวลา รวมถึงหลังจากต่อเติมแล้ว จะไปบังแดด บังลม หรือทำให้น้ำฝนไหลไปท่วมข้างบ้านหรือไม่
  2. ถึงแม้ว่าจะขออนุญาตถูกต้อง การก่อสร้างต่อเติมหากไปทำความเดือดร้อนกับบ้านข้างเคียง ก็อาจถูกร้องเรียน หรือฟ้องร้องให้หยุดการก่อสร้างได้
  3. ควรผูกสัมพันธ์กับข้างบ้านไว้ให้ดี เพื่อลดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการให้เสร็จตามที่ต้องการ
  4. ก่อนทำการต่อเติม ควรแจ้งเพื่อนบ้านข้างเคียงให้รับทราบว่าเราจะต่อเติมอย่างไร จะเสร็จเมื่อไหร่ เพื่อลดความขัดแย้ง
  5. งานการต่อเติมบ้าน จำเป็นต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญ ดังนั้น การคัดเลือกผู้รับเหมาต้องดูให้ดี อย่าใช้ราคาที่เสนอเป็นตัวตัดสิน เพราะอาจมีปัญหาที่แก้กันไม่จบได้ในภายหลัง