เมื่อมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น คอนโดมิเนียม, โรงแรม หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใกล้กับบ้านพักอาศัย ก็มักจะมีคำถามแบบร้อนอกร้อนใจหรืออย่างเป็นกังวลว่าบ้านที่อยู่อาศัยนั้นจะพังเสียหายหรือเปล่า และจะทำอย่างไรดีเมื่อต้องเจอกับสิ่งนั้น จึงอยากจะเสนอแนวทางในการเตรียมตัวรับมืออย่างคร่าว ๆ ดังนี้

  1. ปกติก่อนเริ่มการก่อสร้าง ผู้ควบคุมงาน หรือผู้รับเหมาโครงการจะต้องติดต่อกับท่านเจ้าของบ้านข้างเคียงโดยรอบ เพื่อทำการสำรวจสภาพปัจจุบันของอาคารแต่ละหลังเพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมการป้องกันปัญหาเบื้องต้น และเป็นข้อมูลในการชดใช้ความเสียหายในกรณีที่เกิดความเสียหายภายหลัง  ซึ่งเจ้าของโครงการมักจะทำประกันเพื่อชดใช้ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว  ดังนั้น หากเมื่อจะมีการก่อสร้างจะยังไม่มีผู้มาติดต่อขอตรวจสอบ  ให้ติดตามกับผู้รับเหมาให้ทำการสำรวจสภาพปัจจุบัน หากไม่มีผู้มาติดต่อเลย หรือไม่ผู้รับเหมาไม่สนใจแนะนำให้ถ่ายภาพ

          มีคำถามบ่อยครั้งจากประชาชนที่ขอคำปรึกษาจากคลีนิคช่าง เกี่ยวกับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างบ้านว่าจำเป็นต้องมีวิศวกรหรือสถาปนิกเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานหรือไม่ เจ้าของบ้านสามารถเซ็นเองได้หรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิศวกรหรือสถาปนิกจากไหนมาออกแบบหรือควบคุมงานได้

เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาจากกฎหมาย 3 ฉบับ คือ

  1. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
  2. กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 ออกตามพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543

          หลังจากการให้คำปรึกษากับประชาชนในทุกวันเสาร์สิ้นเดือน กิจกรรมที่วิศวกรอาสามักจะทำทุกครั้ง ก็คือการสรุปกันว่าวันนี้เจอคำถามอะไรกันบ้าง ซึ่งก็มักจะมานั่งบ่นกันว่า ปัญหามันเกือบจะเหมือนเดิมทุกครั้งที่ให้คำปรึกษา เพียงแต่ต่างกันในรายละเอียดกับบ้านคนละหลังเท่านั้น  ซึ่งพอที่จะสรุปหัวข้อที่มาขอคำปรึกษาได้ 3 หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้

  1. ส่วนต่อเติม ส่วนใหญ่เป็นครัวหลังบ้านต่อเติมแล้วแตกร้าว น้ำรั่วจากหลังคา จะทำการซ่อมแซมอย่างไร จากการสอบถามส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบได้เลยว่าต่อเติมด้วยวิธีใด แน่นอนไม่มีแบบโครงสร้าง  อย่างมากก็จะมีภาพถ่ายในขณะต่อเติม แต่ก็จะไม่ได้ความชัดเจนนัก

          พื้นแบบคอนกรีตอัดแรงหรือ post-tension slab ปัจจุบันถือเป็นระบบพื้นที่ยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายในอาคารหลายชนิด โดยเฉพาะอาคารสูง คอนโดมิเนียม เนื่องจากมีความหนาโดยรวมของโครงสร้างพื้นน้อยกว่าพื้นระบบอื่น  การทำงานทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่พยายามออกแบบให้เป็นพื้นแบบท้องเรียบ  ทำให้การตั้งไม้แบบทำได้ง่าย  สามารถขยับหรือย้ายตำแหน่งของผนังได้อย่างไม่มีข้อจำกัด รวมทั้งการทำงานงานระบบที่ยึดใต้ท้องพื้นทำได้อย่างสะดวก

          ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้ post-tension slab เป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับโครงสร้างแบบนี้คือ วิศวกรส่วนใหญ่มักไม่มีความรู้ทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับ post-

          เทพแห่งวิศวกรรม  คือ "พระวิศวกรรม" ที่คนไทยเรานิยมเรียกสั้น ๆ ว่า"พระวิศวกรรม" หรือเรียกตามความคุ้นเคย (ซึ่งพ้องกับชื่อของพระวิษณุ) ว่า "พระวิษณุกรรม" หรืออีกหลายชื่อเช่น “ พระพิษณุกรรม” “พระเวสุกรรม” “พระวิศวกรรมา” “ พระวิศวกรมัน”  "พระเพชฉลูกรรม" "ท้าววิสสุกรรม" "ท้าวเวสสุกรรม" หรือ “ตวัสฤ” 

          ชื่อที่ถูกต้องตามภาษาสันสกฤตคือ Vishwakarman หรือ Vishnukarman หรือ Bishnukarm ส่วนคำว่า เพชรฉหลูกรรมนั้น มาจากบทสวดที่ใช้ในพิธีพราหมณ์ เช่นในพระคาถาประจุน้ำมนต์ธรณีสาร ที่มีคำว่า “....... เพชรฉหลูกันเจวะ สัพพะกัมมะ ประสทธิเม .... “  ดังนั้น กลุ่มผู้บูชาที่เน้นพิธีกรรม เช่น เน้นทางพิธีพราหมณ์ต่าง ๆ หรือการไหว้ครูในทางดุริยศิลป์จึงมักเรียกท่านว่า พระเพชรฉลูกรรม หรืออาจเรียกท่านว่า พระฤาษีเพชรฉลูกรรม ส่วนตวัสฤนั้น คาดว่าคงจะมาจาก Tvasti ซึ่งมาจากภาษาสันสฤต และมักจะมีความหมายถึงพระวิษณุกรรมเช่นกัน บทสวดที่มาจากภาษาฮินดูโบราณที่เสียงคล้ายกับบทสวดในคัมภีร์ฤคเวท บทสวดที่เป็นภาษาฮินดูโบราณนี้มักใช้มากในประเทศเขมร เพราะราวช่วงที่เขมรรุ่งเรืองในยุคของนครวัด หรือประมาณ คริสตศักราช ๑๑๐๗ –๑๑๗๗ (ประมาณ พศ ๑๖๐๐) นั้น มีการบูชาพระวิษณุกรรมอย่างกว้างขวางเพราะเขมรสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจาก ฮินดูค่อนข้างมากทำให้การบูชาพระวิษณุกรรมในไทยได้รับอิทธิพลมาจากเขมรบ้างในบางพิธี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีบางสถาบันที่ยังใช้บทสวดที่เป็นภาษานี้อยู่ เช่น บทสวดที่ขึ้นว่า “....โอม สะศาง ขะจักรัม สะกิริฎะกุณตะลัม สิปตะวัสตรัม....” 

          การที่คนไทยเราเรียกพระวิศวกรรมา ว่า "พระวิษณุกรรม" และในที่สุดก็กร่อนลงเหลือเพียง'พระวิษณุ' ซึ่งเป็นชื่อของเทพที่คนไทยเรารู้จักมักคุ้นกันมากกว่า ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนี่เอง ทำให้หลายคนเข้าใจว่าพระวิษณุเป็นเทพแห่งวิศวฯ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน   สำหรับเทพแห่งวิศวฯ ตัวจริง คือ พระวิศวกรรมา หรือพระวิษณุกรรม นั้น ท่านเป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรที่มีความชำนาญงานช่างทุกแขนง 

          ในตำนานพุทธศาสนาเล่าว่า ท่านเป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์ (ก่อนที่จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า)  เป็นผู้สร้างบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าใช้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (หลังจากเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ในช่วงเข้าพรรษา) นอกจากจะเป็นสถาปนิกและเป็นวิศวกรด้านโยธาและสำรวจ ดังจะเห็นได้จากผลงาน ๒ ประการที่ว่านี้แล้ว พระวิศวกรรมายังเป็นวิศวกรเครื่องกลอีกด้วย กล่าวคือ ท่านเป็นผู้สร้างวาฬสังฆาตยนต์ ซึ่งเป็นกงล้อหมุนรอบองค์พระสถูป ปกปักรักษาป้องกันมิให้บุคคลเข้าใกล้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า    เมื่อครั้งที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพานและอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในองค์พระสถูปที่ว่านี้[๑]

          ส่วนตามตำนานฮินดู พระวิศวกรรมาก็มีผลงานเด่นๆ สรรค์สร้างไว้มากมาย เช่น ครั้งหนึ่ง ธิดานางหนึ่งของท่าน ชื่อว่านางสัญชญา   เป็นชายาของพระอาทิตย์ บ่นให้พระวิศวกรรมาผู้เป็นพ่อฟังว่า พระอาทิตย์สามีของตนนั้นช่าง "ร้อนแรง" เหลือเกิน เข้าใกล้ไม่ค่อยได้  พระวิศวกรรมาสงสารลูกสาว จึงช่วยเหลือ โดยไปขูดผิวพระอาทิตย์ออกเสียบางส่วน ทำให้ความร้อนแรงนั้นทุเลาลงไปบ้าง และผิวพระอาทิตย์อันมีรัศมีเจิดจ้าที่ขูดออกมาได้นั้น พระวิศวกรรมาได้นำไปรังสรรค์-ปั้น-แต่ง แล้วถวายให้เป็นอาวุธทรงอานุภาพและมีประกายแวววาวแก่เทพองค์สำคัญของสวรรค์ชั้นฟ้า ได้แก่ อาวุธ "ตรีศูล" (สามง่าม) ของพระอิศวร  "จักราวุธ" (กงจักร) ของพระนารายณ์  "วชิราวุธ" (สายฟ้า)[๒] ของพระอินทร์  "คทาวุธ" (กระบอง) ของท้าวกุเวร และ "โตมราวุธ" (หอก) ของพระขันทกุมาร เป็นต้น[๓]

          ผลงานอื่นๆ ของท่านที่สำคัญ ๆ  ได้แก่ เป็นผู้สร้างกรุงลงกาให้แก่ทศกัณฐ์ในเรื่องมหากาพย์รามายณะ สร้างกรุงทวารกาให้แก่พระกฤษณะ (ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) ในเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ  สร้างวิมานให้แก่พระวรุณ(เทพแห่งน้ำ)และพระยม(เทพแห่งความตาย)  สร้างราชรถบุษบกเป็นพาหนะให้แก่ท้าวกุเวร[๔]  เป็นผู้ปั้นนางติโลตตมา นางฟ้าที่สวยที่สุดนางหนึ่งบนสวรรค์[๕] (สวยจนทำให้พระอินทร์ผู้ปรารถนาเห็นนางติโลตตมาอย่างจุใจ กลายเป็น "ท้าวสหัสนัยน์" มีดวงตา ๑,๐๐๐ ดวง และทำให้พระพรหมผู้ปรารถนาเห็นนางติโลตตมาจากทุกด้าน กลายเป็น "ท้าวจตุรพักตร์" มี ๔ หน้า) ฯลฯ

          ผลงานเด่นอันสุดท้ายที่ใคร่อยากนำเสนอในที่นี้ ก็คือ "กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร ฯ มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" หมายถึง กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งเทวดานั้น พระวิษณุกรรมเป็นผู้สร้าง ตามพระบัญชาของพระอินทร์ 

          จากผลงานสรรค์สร้างที่ปรากฏมากมายนี้เอง เทพองค์นี้จึงได้ชื่อว่า "วิศวกรรมา" ซึ่งมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า "ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง" (the "Universal Doer") คือเป็น "นายช่างแห่งจักรวาล" นั่นเอง

          ตำนานฮินดูกล่าวว่า พระวิศวกรรมา มีพระเนตร ๓ ดวง มีกายสีขาว ทรงอาภรณ์สีเขียว โพกผ้า มือถือคทา แต่ไทยนิยมวาดหรือปั้นรูปพระวิศวกรรมา ทรงชฎา มือถือจอบหรือผึ่ง (เครื่องมือสําหรับถากไม้ชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายจอบ แต่มีด้ามสั้นกว่า) และลูกดิ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางช่างอย่างชัดเจน

          พวกช่างชาวฮินดูจะประกอบพิธีบูชาบวงสรวงพระวิศวกรรมา เพื่อขอพรให้ตนเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกัน ในวันที่พระอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ฤกษ์ภัทรบท ในวันนี้พวกช่างจะงดใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทางช่างทุกชนิด  พวกเขามีความเชื่อว่าพระวิศวกรรมาจะเข้ามาสถิตในใจ และดลบันดาลให้พวกตนมีความคิดความอ่านที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ดี มีคุณภาพอยู่เสมอ

          ชาวไทยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม และการสืบทอดประเพณีบางอย่างมาจากอินเดีย ซึ่งนับถือว่าพระวิศวกรรมาเป็นเทพแห่งช่าง เป็นผู้สรรค์สร้าง หรือเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดการสรรค์สร้างประดิษฐกรรมต่าง ๆ ในโลก  เราจึงบัญญัติศัพท์ภาษาต่างประเทศ "ENGINEERING" ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งช่าง ใช้ในภาษาไทยว่า "วิศวกรรมศาสตร์"  หมายถึง "ศาสตร์ที่มีพระวิศวกรรมา (เทวดาแห่งช่าง ) เป็นครู"

          ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดของพระวิษณุกรรมนั้นไม่ชัดเจนและแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อ ตามคัมภีร์ฤคเวทซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณของอินเดียเป็นเอกสารที่จารึกเรื่องราวของพระวิษณุกรรมไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าตำนานต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่าพระวิศวกรรมเป็นโอรสของพระประภาสและพระนางโยกสิฎฐา ทั้งบิดาและมารดาของพระวิษณุกรรมนั้นเป็นผู้ที่ใหญ่ที่มีอิทธิพลมาก เพราะว่าพระประภาสเองก็เป็นถึงหนึ่งในวสุเทพบริวารของพระอินทร์ วสุเทพนี้ มีด้วยกัน ๘ องค์ คือ ๑) ธรณี (ดิน)๒) อาป(น้ำ) ๓) อนิล(ลม) ๔)อนล(ไฟ) ๕)องค์โสม(จันทร) ๖) ธรุระ(ดาว) ๗)ประรัตยูร(รุ่ง) และ ๘ ประภาส(แสง)ส่วนพระนางโยกสิฏฐานั้นก็เป็นน้องสาวของพระพฤหัสบดี เป็นมหาคุรุเทพผู้เป็นครูของเทวดาทั้งหลายในกลุ่มของเทวดานพเคราะห์ทั้งหมด 

          ในทางพระพุทธศาสนามีความเชื่อว่าพระวิษณุกรรมคือเพื่อนของพระมาฆมานพ ตามตำราบอกว่า พระมาฆมานพนั้นอยู่ที่ตำบลจุลคาม แคว้นมคธ เมื่อครั้นยังมีชีวิตอยู่ได้ร่วมมือกันทำสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย เช่น ได้ทำการแผ้วถางทางเพื่อสร้างทางเดิน ให้ผู้คนในหมู่บ้าน ในขณะที่สร้างก็มีคนมาถามไถ่ว่าจะสร้างทางไปไหนหรือท่าน ? มาฆมานพก็ตอบไปแบบใสใสว่ากำลังว่าสร้างทางไปสวรรค์อยู่ บรรดาพวกที่ถามก็เลยเกิดอาการถูกชะตา ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาทันที รีบไปรวบรวมผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจนได้กำลังคนมา ๓๓ คน ซึ่งต่อมาทั้ง ๓๓ คนนั้นก็เลยมาร่วมด้วยช่วยกันสร้างศาลาเพื่อเป็นทางไว้ไปสวรรค์ โดยที่การสร้างศาลานั้น มาฆมานพได้ไปเชิญช่างไม้ที่มีความสามารถผู้หนึ่งมาเป็นนายงาน นายช่างไม้ผู้นี้ก็ได้แสดงวิทยายุทธจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนในหมู่บ้าน  ในที่สุดศาลาหลังนั้นก็สำเร็จงดงามเป็นประโยชน์แก่ผู้สัญจรไปมาด้วยการกระทำของมาฆมานพซึ่งรับบทเป็นผู้กำกับและนายช่างไม้ที่รับบทเป็นช่างก่อสร้างรวมทั้งบรรดาคนงานที่มาช่วยอีก ๓๓ คน เลยทำให้อานิสงส์ของกุศลดังกล่าวส่งให้เหล่าคนงานที่มาร่วมด้วยช่วยกันนั้นกลายเป็นเทพยดาในสรวงสวรรค์   เมื่อถึงแก่กรรม ส่วนมาฆมานพก็กลายเป็นพระอินทร์ และนายช่างก็ได้ไปเกิดเป็นเทพแห่งการช่างของสรวงสวรรค์ ชื่อพระวิษณุกรรม หรือ พระวิศวกรรม

          ในพระพุทธศาสนานั้นเชื่อว่าพระวิษณุกรรมมีหน้าที่คอยรับใช้พระอินทร์เสมอ เมื่อพระอินทร์ใคร่จะสร้างเทวาลัยสถานที่ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระวิษณุกรรมก็มีหน้าที่รับภาระสนองจัดสร้างให้ตามที่พระอินทร์ต้องการ ดังปรากฏเรื่องราวของพระวิษณุกรรมในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น เรื่องพระเวสสันดรชาดก เมื่อพระเวสสันดรเสด็จไปอยู่เขาวงกตไม่มีศาลาที่อาศัย องค์พระวิษณุกรรมก็ลงมาเนรมิตอาศรมให้ 

          ส่วนการกำเนิดของพระวิศวกรรมที่ปรากฏในพงศาวดารเขมร กลับไม่ซ้ำกับทั้งทางความเชื่อของพุทธ พราหมณ์ หรือ ฮินดูเลย  เขมรเชื่อว่าพระวิษณุกรรมนั้นเป็นบุตรของชาวจีนจากเซียงไฮ้ที่ยากจนคนหนึ่งชื่อหลิมเสงกับนางทิพยสุดาจันทร์ผู้เป็นนางฟ้าที่พระอินทร์ สาปให้มาเป็นภรรยาของนายหลิมเสง ต่อมานางทิพสุดาจันทร์ได้เหาะกลับสวรรค์และนำพระวิสสุกรรมกลับขึ้นไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ด้วย เมื่อรู้จักกันแล้วพระอินทร์เห็นว่า วิสสุกรรม หรือ โปปูสโนการ ชอบงานทางช่างจึงโปรดให้เทพบุตรสอนงานช่างให้ พร้อมทั้งอนุญาตให้นำความรู้ไปเผยแพร่สั่งสอนมนุษย์ที่นับถือศาสนาพุทธ จะเห็นว่ารูปปั้น เก่า ๆ ขององค์พระวิษณุกรรมมักขุดพบในประเทศเขมร